เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2559

เลือกตั้งอเมริกา

คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดี 

รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาไม่น้อยกว่า 14 ปี ไม่เคยเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย

ขั้นตอนการหยั่งเสียง ปัจจุบันมี 3 วิธี คือ

1.อาจได้จากวิธีการแบบ primary ซึ่งหมายถึง การจัดการเลือกตั้งขั้นต้นขึ้นในมลรัฐ

2.แบบ caucus คือ การประชุมกลุ่มย่อยของสมาชิกพรรคในแต่ละระดับ ตั้งแต่หน่วยเล็กสุดขึ้นมา เพื่อเสนอความคิดเห็น

3.แบบ state-covention ที่หมายถึง การประชุมใหญ่ของพรรคในระดับมลรัฐ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นตัวแทนพรรค

จาก 1 ใน 3 วิธีข้างต้น จะทำให้ได้ผู้แทน หรือที่เรียกว่า delegates จำนวนหนึ่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค (National Convention) ให้เหลือตัวแทนพรรคเพียงคนเดียว ถ้าสามารถเลือกผู้แข่งขันได้ในครั้งแรกของการประชุมพรรค จะเรียกว่า first ballot victory

การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 

ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ “วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง” (ไม่ใช่อังคารแรกหรืออังคารที่ 1 พ.ย.) เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งครั้งนี้ตรงกับวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ

อเมริกาไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “กกต.” เหมือนเมืองไทยที่จะดำเนินการเลือกตั้งในทุกระดับ มีเพียง กกต.(FEC) ที่ดูแลเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเท่านั้น การจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น และไม่มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้โดยอัตโนมัติแบบบ้านเรา ดังนั้น ประชาชนจะต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง โดยจะลงทะเบียนในพื้นที่ที่ตนพำนักอยู่ หากย้ายที่อยู่ใหม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากพอสมควร

ส่วนวิธีการลงคะแนนเสียงนั้น ปัจจุบันใช้ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังใช้บัตรกระดาษที่มีการระบายทึบ เพื่อนำไปสแกนบันทึกการลงคะแนนเสียงอีกครั้ง หรือบางพื้นที่อาจใช้เครื่อง ดีอาร์อี (Direct Recording Electronic : DRE) หรือเครื่องมือที่มีจอระบบสัมผัสคล้ายกับเครื่องกดเงินของธนาคาร

สำหรับกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งของอเมริกานั้น แตกต่างกับไทยมาก มีการวางแผนและการเตรียมงานในลักษณะคล้ายการทำการตลาด (Political Marketing) มาช่วย อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งก็ต่างกัน สามารถมีมหรสพหรือคอนเสิร์ตได้ และทำโพลล์หรือปราศรัยหาเสียงได้จนถึงในวันเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก

ผลการเลือกตั้ง 

จะมี 2 แบบ เรียกว่า popular vote กับ electoral vote เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นมิใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะไปเลือกผู้แทนของเขา (popular vote) เพื่อไปเลือกตั้งประธานาธิบดี (electoral vote) อีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จึงเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องชนะในส่วนของ electoral vote โดยคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) จะมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกับจำนวนวุฒิสมาชิกในมลรัฐของตน ที่มีอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐ

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ใช้คณะผู้เลือกตั้งนี้ คือ กติกาที่ว่าผู้ชนะได้ไปทั้งหมด (winner-take-all) ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากจากประชาชนในมลรัฐ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เท็กซัส (34) นิวยอร์ก (31) ฟลอริดา (27) เพนซิลวาเนีย (21)

ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ก็อดเป็นประธานาธิบดี เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ต่อ จอห์น อดัมส์, แซมมวล ทิลเดน แพ้ต่อ รูเธอฟอร์ด เฮย์, กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดเมื่อ 16 ปีที่แล้วก็คือ อัล กอร์ ก็แพ้ต่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จนมีเรื่องมีราวไปถึงศาลสูง (Supreme Court) นั่นเอง

การรับตำแหน่ง การรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ จะรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเก่าจะอยู่ในตำแหน่งจนถึงเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคม

การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ในกรณีที่ประธานาธิบดีได้ขึ้นดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่ต่อมาถูกกล่าวโทษ (impeachment) หรือตาย ผู้ที่จะสืบตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีจนหมดสมัย โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ คือ รองประธานาธิบดี, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ

อ้างอิง

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637340#sthash.INixMrXM.dpuf

http://guru.sanook.com/6202/

อ่านเพิ่มเติม

http://www.thairath.co.th/content/573033

ประเภทของโพล

ประเภทของโพล

Benchmark Survey เมื่อผู้สมัครได้ตัดสินใจที่จะสมัครแล้ว การทำโพลแบบนี้ ต้องการเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทั่ว ๆ ไปของ ผู้สมัคร ลักษณะทางประชากรของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง คะแนน เสียงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ความเห็นของประชากรต่อผลงานของผู้ ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับประเมินความ ก้าวหน้าของการรณรงค์หาเสียง

Tracking Polls เป็นการจัดทำโพลชนิดวันต่อวันเมื่อใกล้ๆ วันเลือกตั้ง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง เช่นเลือกตัวอย่างมาวันละ 100 คน ติดต่อกัน 4 วัน ถึงแม้จำนวน จะน้อยแต่ก็ยังดีกว่าเลือกตัวอย่างมา 400 คนในวันเดียวกัน และใน วันที่ 5 อาจจัดทำโพลอีก 100 คนโดย 100 คนแรกที่จัดเก็บมาในวัน แรกก็จะถูกตัดออกไป ทำให้สามารถติดตามปฏิกริยาของผู้ลงคะแนน เสียงได้อย่างใกล้ชิด ได้ข้อมูลข่าวสารที่ทันกับเวลา

Trial Heat Survey ในทางเทคนิค THS ไม่ใช่การสำรวจในตัวของมันเอง แต่เป็นชุดของคำถามในการทำโพล เช่น คำถาม “จะเลือกใครในบรรดา ผู้สมัคร” หรือ “ท่านจะลงคะแนนเสียงให้ใคร”

Cross-sectional เป็นโพลที่ทำ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง อาจจะมีการทำ หลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะเป็น CS เพราะตัวอย่างแตกต่างกันไป ทำให้ เห็นภาพว่าผู้สมัครอยู่ตรงไหนเมื่อเวลานั้นๆ

Panel Surveys เป็นการทำโพล ที่บุคคลคนเดียวถูกสัมภาษณ์ 2 ครั้งขึ้นไป ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวของการรณรงค์หาเสียงและการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียง

Focus Groups ในทางเทคนิคแล้วไม่ใช่โพลในตัวมันเองแต่เป็น การสัมภาษณ์เจาะลึกประชาชนจำนวนหนึ่งประมาณ 10-20 คน ที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทน คนกลุ่มนี้อาจเป็นผู้ที่ฟังการปราศรัยหาเสียง ของ ผู้สมัคร หรือดูการโต้วาทีทางการเมือง (debate) ระหว่างผู้สมัคร แล้วให้แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ FG ยังเป็นประโยชน์ในการ พัฒนาคำถามที่จะใช้ในการทำโพลครั้งต่อไป

Deliberative Opinion Polls เป็นการรวมองค์ประกอบของ Focus Groups และการสำรวจหรือ โพลทั่ว ๆ ไป โดยการเอาตัวแทนของประชาชนมารวมกัน แล้วให้ข้อ มูลข่าวสาร และเปิดโอกาสในการอภิปรายประเด็นปัญหา แล้วสำรวจ ความคิดเห็นในประเด็นปัญหานี้

Pseudo-polls or Junk polls จะเป็นโพลประเภทมีปัญหาในเรื่อง ความไม่เป็นตัวแทนของผู้ตอบ เช่น การที่โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ขอให้ผู้อ่านตอบแบบสอบถามหรือผู้ฟังโทรศัพท์เข้าไปเพื่อแสดงความ คิดเห็น การทำโพลแบบนี้ไม่ว่าจำนวนผู้ตอบจะตอบมากน้อยเพียงใด ก็ตาม ก็มีปัญหาในเรื่องความเป็นตัวแทน (representativeness) ของ ประชากรทั่วไป

Straw Poll ตามความหมายเดิมหมายถึง การสำรวจความเห็นขนาดเล็กอย่างไม่เป็นทางการ แต่ปัจจุบันหมายถึงการสำรวจความเห็นทั่วไปที่ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

Push Poll เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้รณรงค์ทางการเมือง เพื่อสร้างอิทธิพลหรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนโดยใช้วิธีการของโพล วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การทำให้กลุ่มผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนนึกถึงเรื่องนั้น ๆ ได้ หรือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือจริงบางส่วน  (Half truth) ในเรื่องนั้น การพิจารณาแยกแยะว่าอะไรคือ Push Poll หรือ Genuine Poll/Legitimate Poll ให้ดูที่ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) โพลของจริงหรือโพลที่ทำอย่างถูกต้อง กลุ่มตัวอย่างจะไม่มาก แต่ถือเป็นตัวแทนของกลุ่มได้จริง ขณะที่ Push Poll ขนาดกลุ่มตัวอย่างจะใหญ่มาก เพราะหวังผลในวงกว้าง

Call-in Poll คือ โพลที่จัดทำอย่างไม่เป็นทางการ (Straw Poll) ประเภทหนึ่งที่ใช้วิธีการสำรวจความเห็นผ่านทางรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ โดยผู้ดำเนินรายการจะเชิญชวนให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามายังรายการเพื่อแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ แล้วบันทึกความเห็นของประชาชนไว้ให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด

Canned Poll เป็นการสำรวจความเห็นด้วยการใช้ชุดคำถามมาตรฐานเดิม ๆ ที่ได้จัดทำไว้ล่วงหน้าและเคยใช้สำรวจมาก่อนแล้ว โดยไม่คำนึงถึงตัวเหตุการณ์จริงที่ต้องการสำรวจ โพลที่ใช้ชุดคำถามเดิม (Canned Poll) มีชื่อเรียกอย่างอื่นด้วย เช่น โพลที่ใช้คำถามตัดปะ (Cut-and-paste Polls) และโพลที่ใช้คำถามสำเร็จรูป (Off-the-rack Poll)

In-house Poll หมายถึง การสำรวจที่องค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจ องค์กรไม่หวังผลกำไร หรือองค์กรประเภทอื่น ๆ ดำเนินการเอง มิได้สัญญาว่าจ้างบริษัทภายนอกให้ดำเนินการ แต่จะใช้บุคลากรและทรัพยากรขององค์กรดำเนินการวิจัยเอง ผู้ตอบคำถามอาจเป็นลูกจ้าง พนักงาน ลูกค้า นักศึกษา ผู้ออกกฎหมาย หรือประชาชนทั่วไป

Exit Poll คือ โพลที่สำรวจบริเวณคูหาเลือกตั้ง เป็นการสำรวจที่กระทำทันทีเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงออกจากคูหาเลือกตั้ง การทำเอคซิทโพลนั้นกลุ่มตัวอย่างของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะคัดเลือกจากเขตเลือกตั้งหลักอย่างระมัดระวัง ผู้สัมภาษณ์จะเข้าถึงตัวผู้ลงคะแนนเสียงโดยตรง ซึ่งจะต้องมีการเตรียมใบลงคะแนน (Ballot)

นอกจากนี้ WAPOR. 2006 ให้ความหมายของ Exit polls ว่า Exit polls เป็นการสำรวจการลงคะแนนเสียงโดยการสัมภาษณ์หลังจากที่มีการลงคะแนนแล้วอย่างรวดเร็วในวันเลือกตั้ง หรืออาจจะรวมกับการสัมภาษณ์ก่อนวันเลือกตั้งกับผู้ที่ไม่ได้มาหรือผู้ที่ลงคะแนนล่วงหน้า ในบางประเทศการสำรวจในวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ ณ สถานที่เลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะทำการสัมภาษณ์ที่หน่วยเลือกตั้ง

Pavia (2010) กล่าวว่า Exit poll เป็นที่รู้จักดีสำหรับการพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง ถึงอย่างไรก็ดีในปัจจุบันในการทำ Exit poll จะมีการพยากรณ์ที่ผิดพลาดบ้าง ทำให้ความเชื่อของประชาชนลดน้อยลงต่อความถูกต้องระหว่างวิธีการสำรวจกับผลของ Exit poll ความลำเอียงจากการไม่ตอบคำถามเป็นคำอ้างหนึ่งของเหตุผลทั้งหมดของแผนงานที่ไม่ถูกต้อง สืบเนื่องมาจากประเด็นที่มีการควบคุม เพศ เชื้อชาติ อายุ การปรับตัวที่เป็นสากลและระดับขั้นตอน วิธีการทางเลือกที่เป็นเสนอและรายละเอียดในบทความนี้  มีกลยุทธ์ 2 ขั้นคือ เป็น ข้อเสนอการลดการไม่ตอบคำถาม และการพยากรณ์ที่ดีขึ้น

โพลเลือกตั้ง

โพลเลือกตั้ง (Election Poll) เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี ค.ศ. 1824 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหนังสือพิมพ์ฮาริสเบอร์ก แพซิวาเนียน (Harrisburg Pennsylvanian) ในสมัยที่ Andrew Jackson ลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดี โพลครั้งนั้นเป็นเพียงการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความนิยมของผู้ลงสมัครอย่างไม่เป็นทางการ (Straw Poll) โดยผลการสำรวจระบุว่า Andrew Jackson มีคะแนนนำ John Quincy Adams อยู่ 365 ต่อ 169 แต่ในปี ค.ศ. 1824 John Quincy Adams ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี (แต่งตั้ง มีนาคม ค.ศ. 1825) ส่วน Andrew Jackson ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในสมัยถัดไป (ปี ค.ศ. 1828) แต่หลังจากนั้น วิธีการสำรวจความคิดเห็นเริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการนำไปประยุกต์กับการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นต่อเหตุการณ์สำคัญหรือโครงการขนาดใหญ่อื่น ๆ ….

ในปี ค.ศ. 1916 (พ.ศ. 2459) หนังสือ Literary Digest ริเริ่มทำการสำรวจความคิดเห็นระดับประเทศเกี่ยวกับการเลือกประธานาธิบดี และได้ทำนายผลว่า โทมัส วูดโร วิลสัน (Thomas Woodrow Wilson; ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 28 วาระที่ 32 และ 33) จะได้เป็นประธานาธิบดี และผลก็เป็นจริงตามนั้น วิธีการการทำโพลครั้งนั้นเป็นการดำเนินการโดยส่งโปสการ์ดแนบไปกับนิตยสารและนำจำนวนคำตอบที่ได้รับกลับมาวิเคราะห์ผล แม้ว่าการทำ   โพลของนิตยสาร Literary Digest ทำให้ Literary Digest ได้รับชื่อเสียงโด่งดัง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1936 หนังสือ Literary Digest ก็ถึงทางตัน เมื่อมีการสำรวจประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีบดี ซึ่งเป็นยุคสมัยของประธานาธิบดีแฟลงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) เป็นการสำรวจความนิยมระหว่าง รูสเวลท์  กับ อัลฟ แลนดอน (AlF Landon) ดำเนินการสำรวจประชาชนชาวอเมริกันประมาณ 2.3 ล้านคน ซึ่งผลการทำนายคือ แลนดอนจะชนะ 57% นั่นหมายความว่า ผลที่ Literary Digest  ทำนายไว้คือ รูสเวลท์จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี แต่ผลการเลือกตั้งเป็นไปในทางตรงกันข้าม โดยมีข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ที่เป็นสมาชิกของนิตยสารนั้น มักจะเป็นกลุ่มคนอเมริกันที่อยู่ในฐานะร่ำรวย และ Literary Digest  เองไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อขจัดความลำเอียงของข้อมูลออกไป ขณะเดียวกัน จอร์จ แกลลัป (George Gullup)ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างของแกลลัปนั้นเล็กกว่ามาก โดยสำรวจคนเพียงแค่หลักพันเท่านั้นเมื่อเทียบกับจำนวนหลายล้านคนของ Literary Digest  แต่การสำรวจของแกลลัปนั้นอยู่บนพื้นฐานของการทำวิจัยตามหลักวิทยาศาสตร์  และในที่สุดผลก็ออกมาว่าแกลลัปทำนายถูกว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์จะได้เป็นประธานาธิบดี และ Literary Digest ต้องปิดตัวไปหลังจากเหตุการณ์นี้ (Michael and Matthew, 2004)

จากความล้มเหลวของ Literary Digest ที่ใช้การสำรวจแบบ Straw Poll ซึ่งเป็นการสำรวจที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากการสุ่มมากเกินไป ดังนั้นในการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการนำเทคนิคการสุ่ม (Random Sampling) มาใช้โดยผ่านสถาบันการสำรวจความคิดเห็นแห่งอเมริกา หรือ AIPO (American Institute of Public Opinion) ที่กัลลัปเป็นผู้ก่อตั้ง โดยอาศัยความรู้จากวิชาชีพการวิจัยโฆษณาที่ยังแอนด์รูบิแคน (Young and Rubican) และดุษฎีนิพนธ์ที่เสนอวิธีการตรวจสอบผู้อ่านหนังสือพิมพ์ที่เป็นการทดสอบว่าสิ่งที่ผู้อ่านสนใจในหนังสือพิมพ์คืออะไร และในยุคของกัลลัปเป็นยุคที่มีการทำสำรวจประชามติแบบวิทยาศาสตร์หรือที่เรียกว่า โพล (Poll) จนกระทั่งปี 1948 การทำนายผลของกัลลัปเกิดข้อผิดพลาดในการสำรวจคะแนนนิยมระหว่าง ดิวอี้ (Dewey) กับ ทรูแมน (Truman) ผลของการทำนายคือ ดิวอี้จะชนะ แต่ผลการเลือกตั้งเป็นทรูแมนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีโดยมีคะแนนมากกว่าร้อยละ 5 จากความผิดพลาดทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อโพลและผู้ดำเนินการวิจัยทำให้มีการปรับปรุงการทำโพลอย่างมากมาย

ผลการทำนายที่ผิดพลาดนี้มีผลตามมาคือการล่มสลายของการจัดทำโพล สภาวิจัยด้านสังคมศาสตร์ (Social Science Research Council) จึงแต่งตั้งคณะกรรมการวิเคราะห์ผลโพลก่อนการเลือกตั้งและการทำนายผล (Committee on Analysis of Pre-Election Polls and Forecast) ขึ้น โดยคณะกรรมการจะตรวจสอบสาเหตุและความล้มเหลวของผลโพลนี้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะ

ทราก็อตต์ & ลาฟเรคัส (Traugott & Lavrakas) (2004, p.2) กล่าวว่าโดยหลักการแล้วคำว่า “โพล” กับ “การวิจัยเชิงสำรวจ” คือสิ่งเดียวกัน แต่ คำว่า “โพล” นิยมใช้กับการสำรวจที่ดำเนินการโดยองค์กรเชิงพาณิชย์ (Commercial Organizations) และองค์กรสื่อ (Media Organization) แบบฉบับของการทำโพลคือการใช้แบบสอบถามที่มีข้อคำถามที่เกี่ยวกับประเด็นที่สนใจเพียงไม่กี่ข้อ ใช้การสัมภาษณ์เชิงสรุปที่ใช้เวลาเพียงสองสามวันก็เสร็จสิ้น และขนาดของกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ตอบจะอยู่ระหว่าง 600 ถึง 1,500 คน

อ้างอิง

Michael A. Genovese and Matthew J. Streb. (2004). Polls and Politic: the dilemmas of democracy. New York ; State University of New York.

Traugott, M.W. & Lavrakas, P.J. (2004). The Voter’s Guide to Electronic Polls. 3rd ed. Lanham, MD: Rowman & Littlefield.