คู่มือปฏิบัติงานการจัดการความรู้ (KM)

%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99_page_01

คู่มือปฏิบัตงานการจัดการความรู้ (KM)

แผนการจัดการความรู้ “แนวทางการผลักดันให้บุคลากรสามารถจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน” เป็นการนำหลักการของการจัดการความรู้ (KM) มาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) โดยกระบวนการถ่ายทอดผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ การฝึกอบรม การลงมือปฏิบัติ รวมถึงระบบพี่เลี้ยง มากลั่นกรองความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคลากรให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ชัดแจ้ง(Explicit Knowledge) ในรูปแบบ “คู่มือการปฏิบัติงาน” ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดทำคู่มือดังกล่าวนั้น นอกจากจะเป็นการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ พัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในแต่ละกระบวนการที่รับผิดชอบของบุคลากรแล้วยังเป็นการจัดทำฐานองค์ความรู้ขององค์กรซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานแนวทางการดำเนินการต่อไปในอนาคต
ในการผลักดันให้บุคลากรสามารถจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยกระบวนการต่างๆ ซึ่งจากการสังเคราะห์กระบวนการผลัดดันดังกล่าว ทำให้พบ “ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ” ประกอบด้วย
1) ผู้บริหารมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการจัดทำคู่มืออย่างจริงจัง
2) การผลักดันและให้ความรู้ในการจัดทำคู่มือ โดยการฝึกอบรมในรูปแบบของการ Work shop โดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง
3) การใช้ระบบพี่เลี้ยงเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำ เช่น การจัดหาวิทยากรภายนอก หรือผลักดันให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำเป็นพี่เลี้ยงหรือวิทยากรในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้กลยุทธ์สำคัญ คือ
3.1 ระบบการติดตามและประเมินผลการจัดทำที่เป็นรูปธรรม
3.2 นำผลงานนี้ไปใช้ในการประเมินสมรรถนะบุคลากร

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ

slide1

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน สถิติ และ อินโฟกราฟิก เพื่อการจัดทำฐานข้อมูลประกอบการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

เอกสารประกอบการอบรม

PDF >> 12092556

PPT >> 590912-oui

การดำเนินงานของ “สวนดุสิตโพล”

การดำเนินงานของโพล

สวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) เป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่มีรูปแบบการบริหารจัดการด้วยตนเอง มีการบริหารจัดการรายได้ การทำงาน อย่างเป็นอิสระ แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งจุดนี้เองทำให้การดำเนินงานของโพลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สามารถตอบสนองกระแสของสังคมได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งสวนดุสิตโพล ยังถือได้ว่าเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ให้บริการวิชาการแก่สังคม หน่วยงานภายนอกและหน่วยงานภายใน โดยแบ่งระบบการบริหารจัดการออกเป็นส่วนๆ ตามโครงการที่ชัดเจน

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2559

เลือกตั้งอเมริกา

คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดี 

รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาไม่น้อยกว่า 14 ปี ไม่เคยเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย

ขั้นตอนการหยั่งเสียง ปัจจุบันมี 3 วิธี คือ

1.อาจได้จากวิธีการแบบ primary ซึ่งหมายถึง การจัดการเลือกตั้งขั้นต้นขึ้นในมลรัฐ

2.แบบ caucus คือ การประชุมกลุ่มย่อยของสมาชิกพรรคในแต่ละระดับ ตั้งแต่หน่วยเล็กสุดขึ้นมา เพื่อเสนอความคิดเห็น

3.แบบ state-covention ที่หมายถึง การประชุมใหญ่ของพรรคในระดับมลรัฐ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นตัวแทนพรรค

จาก 1 ใน 3 วิธีข้างต้น จะทำให้ได้ผู้แทน หรือที่เรียกว่า delegates จำนวนหนึ่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค (National Convention) ให้เหลือตัวแทนพรรคเพียงคนเดียว ถ้าสามารถเลือกผู้แข่งขันได้ในครั้งแรกของการประชุมพรรค จะเรียกว่า first ballot victory

การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 

ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ “วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง” (ไม่ใช่อังคารแรกหรืออังคารที่ 1 พ.ย.) เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งครั้งนี้ตรงกับวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ

อเมริกาไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “กกต.” เหมือนเมืองไทยที่จะดำเนินการเลือกตั้งในทุกระดับ มีเพียง กกต.(FEC) ที่ดูแลเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเท่านั้น การจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น และไม่มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้โดยอัตโนมัติแบบบ้านเรา ดังนั้น ประชาชนจะต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง โดยจะลงทะเบียนในพื้นที่ที่ตนพำนักอยู่ หากย้ายที่อยู่ใหม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากพอสมควร

ส่วนวิธีการลงคะแนนเสียงนั้น ปัจจุบันใช้ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังใช้บัตรกระดาษที่มีการระบายทึบ เพื่อนำไปสแกนบันทึกการลงคะแนนเสียงอีกครั้ง หรือบางพื้นที่อาจใช้เครื่อง ดีอาร์อี (Direct Recording Electronic : DRE) หรือเครื่องมือที่มีจอระบบสัมผัสคล้ายกับเครื่องกดเงินของธนาคาร

สำหรับกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งของอเมริกานั้น แตกต่างกับไทยมาก มีการวางแผนและการเตรียมงานในลักษณะคล้ายการทำการตลาด (Political Marketing) มาช่วย อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งก็ต่างกัน สามารถมีมหรสพหรือคอนเสิร์ตได้ และทำโพลล์หรือปราศรัยหาเสียงได้จนถึงในวันเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก

ผลการเลือกตั้ง 

จะมี 2 แบบ เรียกว่า popular vote กับ electoral vote เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นมิใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะไปเลือกผู้แทนของเขา (popular vote) เพื่อไปเลือกตั้งประธานาธิบดี (electoral vote) อีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จึงเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องชนะในส่วนของ electoral vote โดยคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) จะมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกับจำนวนวุฒิสมาชิกในมลรัฐของตน ที่มีอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐ

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ใช้คณะผู้เลือกตั้งนี้ คือ กติกาที่ว่าผู้ชนะได้ไปทั้งหมด (winner-take-all) ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากจากประชาชนในมลรัฐ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เท็กซัส (34) นิวยอร์ก (31) ฟลอริดา (27) เพนซิลวาเนีย (21)

ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ก็อดเป็นประธานาธิบดี เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ต่อ จอห์น อดัมส์, แซมมวล ทิลเดน แพ้ต่อ รูเธอฟอร์ด เฮย์, กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดเมื่อ 16 ปีที่แล้วก็คือ อัล กอร์ ก็แพ้ต่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จนมีเรื่องมีราวไปถึงศาลสูง (Supreme Court) นั่นเอง

การรับตำแหน่ง การรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ จะรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเก่าจะอยู่ในตำแหน่งจนถึงเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคม

การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ในกรณีที่ประธานาธิบดีได้ขึ้นดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่ต่อมาถูกกล่าวโทษ (impeachment) หรือตาย ผู้ที่จะสืบตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีจนหมดสมัย โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ คือ รองประธานาธิบดี, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ

อ้างอิง

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637340#sthash.INixMrXM.dpuf

http://guru.sanook.com/6202/

อ่านเพิ่มเติม

http://www.thairath.co.th/content/573033

สวนดุสิตโพล

พ.ศ. 2534  ซึ่งโลกอยู่ใน “ยุคสารนิเทศ” (INFORMATION AGE) ทำให้ทุกคนจำเป็นต้องใช้ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ฯลฯ เพื่อประกอบการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่อง แต่อย่างไรก็ตามจากการที่โลกในยุคปัจจุบันที่ปริมาณข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล จนอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “INFORMATION EXPLOSION” ทำให้ไม่สามารถที่จะบริโภค ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ได้ทุกเรื่อง จึงได้เกิด  “วิชาสารนิเทศศาสตร์” (INFORMATION SCIENCE) เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนสามารถจัดการกับข่าวสารข้อมูล ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ ผู้ที่ได้รับการฝึกนั้นก็คือ “นักสารนิเทศ” ที่จะให้บริการแก่คนทั่ว ๆ ไปได้ใช้ ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้อย่างชาญฉลาด สถาบันราชภัฏสวนดุสิต จึงได้เปิดสอนวิชาเอกบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ระดับปริญญาตรี (ศศ.บ.) ในปี พ.ศ. 2534 เพื่อผลิต “นักสารนิเทศ” ออกไปรับใช้สังคม

พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2537 รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ (ผศ.สุขุม เฉลยทรัพย์) อาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง “สวนดุสิตโพล”โดยได้รับการสนับสนุนจาก รศ.ลำพอง บุญช่วย อธิการ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการก่อตั้งสวนดุสิตโพล ซึ่งการดำเนินงานสวนดุสิตโพลในระยะแรก คือ โพลสาธารณะสอบถามความคิดเห็นประชาชน “สวนดุสิตโพล”เป็นงานภาคสนามที่นักศึกษาวิชาเอกบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ใช้เป็นสิ่งที่สร้างเสริมทักษะและประสบการณ์ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการจัดหาข้อมูล การรวบรวม การจัดระบบ และวิเคราะห์จากข้อมูลดิบ จนถึงขั้นตอนการปรุงแต่ง และเผยแพร่ออกมาในรูปของ “สารนิเทศ” (INFORMATION)

พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2547 สวนดุสิตโพลเริ่มมีการรับงานจากหน่วยงานภายนอกทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ในช่วงแรกสวนดุสิตโพลจะทำหน้าที่ออกแบบสอบถาม และลงเก็บข้อมูลภาคสนาม นำข้อมูลภาคสนามส่งบริษัท PROCESS LINES ประมวลผล ต่อมามีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ประมวลผล เจ้าหน้าที่สำนักงาน และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เพื่อการขับเคลื่อนการทำโพลสาธารณะ และโพลธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการให้บริการทางวิชาการ ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านทางสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2555  เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มีการจัดโครงสร้างการดำเนินงาน และฝ่ายรับผิดชอบการดำเนินงาน โดย รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นประธาน    ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล และ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ เป็นประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล มีบุคลากรเพิ่มมากขึ้นและได้มีการทำโครงสร้างการดำเนินงานสวนดุสิตโพล 9 กลุ่มงาน คือ กลุ่มงานเลขานุการ  กลุ่มงานนโยบายและแผน กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กลุ่มงานโพลสาธารณะ กลุ่มงานโพลธุรกิจ กลุ่มงานวิจัย กลุ่มงานภาคสนาม กลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูล และกลุ่มงานประมวลผล

 พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจาก                         รศ.ดร.ศิโรจน์  ผลพันธิน  เป็น ผศ.ดร.พิทักษ์  จันทร์เจริญ และในส่วนของสวนดุสิตโพลได้มีการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาสวนดุสิตโพลจาก รศ.ดร. ศิโรจน์ ผลพันธิน  เป็น  รศ.ดร.สุขุม  เฉลยทรัพย์ และประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพลจาก  รศ.ดร.สุขุม  เฉลยทรัพย์ เป็น นายณัฐพล  แย้มฉิม โดยมีคณะที่ปรึกษา 6 ท่าน คือ รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน  ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ  ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ  รศ.ดร.ธำรงค์ อุดมไพจิตรกุล

ผศ.ดร.ชลวิทย์  เจียรจิตต์ และ นายเชิญ  เถื่อนสุคนธ์ รวมไปถึงการปรับโครงสร้างการทำงานของสวนดุสิตโพล เพื่อให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่หยุดนิ่ง และคู่แข่งทางการตลาดที่มีจำนวนมากขึ้น โดยมีโครงสร้าง 5 ฝ่าย คือ ฝ่ายสำนักงาน ฝ่ายโพลสาธารณะ ฝ่ายโพลธุรกิจ ฝ่ายวิจัยและสารนิเทศ และ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ นอกจากนั้นยังบริการข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายสารสนเทศบนเว็บไซต์  คือ www.dusitpoll.dusit.ac.th และ https://www.facebook.com/suandusitpoll

 

ประเภทของโพล

ประเภทของโพล

Benchmark Survey เมื่อผู้สมัครได้ตัดสินใจที่จะสมัครแล้ว การทำโพลแบบนี้ ต้องการเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทั่ว ๆ ไปของ ผู้สมัคร ลักษณะทางประชากรของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง คะแนน เสียงเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ความเห็นของประชากรต่อผลงานของผู้ ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับประเมินความ ก้าวหน้าของการรณรงค์หาเสียง

Tracking Polls เป็นการจัดทำโพลชนิดวันต่อวันเมื่อใกล้ๆ วันเลือกตั้ง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง เช่นเลือกตัวอย่างมาวันละ 100 คน ติดต่อกัน 4 วัน ถึงแม้จำนวน จะน้อยแต่ก็ยังดีกว่าเลือกตัวอย่างมา 400 คนในวันเดียวกัน และใน วันที่ 5 อาจจัดทำโพลอีก 100 คนโดย 100 คนแรกที่จัดเก็บมาในวัน แรกก็จะถูกตัดออกไป ทำให้สามารถติดตามปฏิกริยาของผู้ลงคะแนน เสียงได้อย่างใกล้ชิด ได้ข้อมูลข่าวสารที่ทันกับเวลา

Trial Heat Survey ในทางเทคนิค THS ไม่ใช่การสำรวจในตัวของมันเอง แต่เป็นชุดของคำถามในการทำโพล เช่น คำถาม “จะเลือกใครในบรรดา ผู้สมัคร” หรือ “ท่านจะลงคะแนนเสียงให้ใคร”

Cross-sectional เป็นโพลที่ทำ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง อาจจะมีการทำ หลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะเป็น CS เพราะตัวอย่างแตกต่างกันไป ทำให้ เห็นภาพว่าผู้สมัครอยู่ตรงไหนเมื่อเวลานั้นๆ

Panel Surveys เป็นการทำโพล ที่บุคคลคนเดียวถูกสัมภาษณ์ 2 ครั้งขึ้นไป ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวของการรณรงค์หาเสียงและการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียง

Focus Groups ในทางเทคนิคแล้วไม่ใช่โพลในตัวมันเองแต่เป็น การสัมภาษณ์เจาะลึกประชาชนจำนวนหนึ่งประมาณ 10-20 คน ที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทน คนกลุ่มนี้อาจเป็นผู้ที่ฟังการปราศรัยหาเสียง ของ ผู้สมัคร หรือดูการโต้วาทีทางการเมือง (debate) ระหว่างผู้สมัคร แล้วให้แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ FG ยังเป็นประโยชน์ในการ พัฒนาคำถามที่จะใช้ในการทำโพลครั้งต่อไป

Deliberative Opinion Polls เป็นการรวมองค์ประกอบของ Focus Groups และการสำรวจหรือ โพลทั่ว ๆ ไป โดยการเอาตัวแทนของประชาชนมารวมกัน แล้วให้ข้อ มูลข่าวสาร และเปิดโอกาสในการอภิปรายประเด็นปัญหา แล้วสำรวจ ความคิดเห็นในประเด็นปัญหานี้

Pseudo-polls or Junk polls จะเป็นโพลประเภทมีปัญหาในเรื่อง ความไม่เป็นตัวแทนของผู้ตอบ เช่น การที่โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ขอให้ผู้อ่านตอบแบบสอบถามหรือผู้ฟังโทรศัพท์เข้าไปเพื่อแสดงความ คิดเห็น การทำโพลแบบนี้ไม่ว่าจำนวนผู้ตอบจะตอบมากน้อยเพียงใด ก็ตาม ก็มีปัญหาในเรื่องความเป็นตัวแทน (representativeness) ของ ประชากรทั่วไป

Straw Poll ตามความหมายเดิมหมายถึง การสำรวจความเห็นขนาดเล็กอย่างไม่เป็นทางการ แต่ปัจจุบันหมายถึงการสำรวจความเห็นทั่วไปที่ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

Push Poll เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้รณรงค์ทางการเมือง เพื่อสร้างอิทธิพลหรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนโดยใช้วิธีการของโพล วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การทำให้กลุ่มผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนนึกถึงเรื่องนั้น ๆ ได้ หรือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือจริงบางส่วน  (Half truth) ในเรื่องนั้น การพิจารณาแยกแยะว่าอะไรคือ Push Poll หรือ Genuine Poll/Legitimate Poll ให้ดูที่ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) โพลของจริงหรือโพลที่ทำอย่างถูกต้อง กลุ่มตัวอย่างจะไม่มาก แต่ถือเป็นตัวแทนของกลุ่มได้จริง ขณะที่ Push Poll ขนาดกลุ่มตัวอย่างจะใหญ่มาก เพราะหวังผลในวงกว้าง

Call-in Poll คือ โพลที่จัดทำอย่างไม่เป็นทางการ (Straw Poll) ประเภทหนึ่งที่ใช้วิธีการสำรวจความเห็นผ่านทางรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ โดยผู้ดำเนินรายการจะเชิญชวนให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามายังรายการเพื่อแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ แล้วบันทึกความเห็นของประชาชนไว้ให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด

Canned Poll เป็นการสำรวจความเห็นด้วยการใช้ชุดคำถามมาตรฐานเดิม ๆ ที่ได้จัดทำไว้ล่วงหน้าและเคยใช้สำรวจมาก่อนแล้ว โดยไม่คำนึงถึงตัวเหตุการณ์จริงที่ต้องการสำรวจ โพลที่ใช้ชุดคำถามเดิม (Canned Poll) มีชื่อเรียกอย่างอื่นด้วย เช่น โพลที่ใช้คำถามตัดปะ (Cut-and-paste Polls) และโพลที่ใช้คำถามสำเร็จรูป (Off-the-rack Poll)

In-house Poll หมายถึง การสำรวจที่องค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจ องค์กรไม่หวังผลกำไร หรือองค์กรประเภทอื่น ๆ ดำเนินการเอง มิได้สัญญาว่าจ้างบริษัทภายนอกให้ดำเนินการ แต่จะใช้บุคลากรและทรัพยากรขององค์กรดำเนินการวิจัยเอง ผู้ตอบคำถามอาจเป็นลูกจ้าง พนักงาน ลูกค้า นักศึกษา ผู้ออกกฎหมาย หรือประชาชนทั่วไป

Exit Poll คือ โพลที่สำรวจบริเวณคูหาเลือกตั้ง เป็นการสำรวจที่กระทำทันทีเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงออกจากคูหาเลือกตั้ง การทำเอคซิทโพลนั้นกลุ่มตัวอย่างของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะคัดเลือกจากเขตเลือกตั้งหลักอย่างระมัดระวัง ผู้สัมภาษณ์จะเข้าถึงตัวผู้ลงคะแนนเสียงโดยตรง ซึ่งจะต้องมีการเตรียมใบลงคะแนน (Ballot)

นอกจากนี้ WAPOR. 2006 ให้ความหมายของ Exit polls ว่า Exit polls เป็นการสำรวจการลงคะแนนเสียงโดยการสัมภาษณ์หลังจากที่มีการลงคะแนนแล้วอย่างรวดเร็วในวันเลือกตั้ง หรืออาจจะรวมกับการสัมภาษณ์ก่อนวันเลือกตั้งกับผู้ที่ไม่ได้มาหรือผู้ที่ลงคะแนนล่วงหน้า ในบางประเทศการสำรวจในวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ ณ สถานที่เลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะทำการสัมภาษณ์ที่หน่วยเลือกตั้ง

Pavia (2010) กล่าวว่า Exit poll เป็นที่รู้จักดีสำหรับการพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง ถึงอย่างไรก็ดีในปัจจุบันในการทำ Exit poll จะมีการพยากรณ์ที่ผิดพลาดบ้าง ทำให้ความเชื่อของประชาชนลดน้อยลงต่อความถูกต้องระหว่างวิธีการสำรวจกับผลของ Exit poll ความลำเอียงจากการไม่ตอบคำถามเป็นคำอ้างหนึ่งของเหตุผลทั้งหมดของแผนงานที่ไม่ถูกต้อง สืบเนื่องมาจากประเด็นที่มีการควบคุม เพศ เชื้อชาติ อายุ การปรับตัวที่เป็นสากลและระดับขั้นตอน วิธีการทางเลือกที่เป็นเสนอและรายละเอียดในบทความนี้  มีกลยุทธ์ 2 ขั้นคือ เป็น ข้อเสนอการลดการไม่ตอบคำถาม และการพยากรณ์ที่ดีขึ้น